[Fic-ori.] "เยื่อใย" (2)
posted on 17 Aug 2011 11:21 by musicoftheknightเยื่อใย (2)
ความผิดบาปเพียงหนึ่งเดียวของข้า คือ ข้ารักเจ้า,
ความดีงามเพียงหนึ่งเดียวของข้า คือ ข้ารักเจ้า
(คำจีน, ไม่ทราบนามผู้แต่ง)
๑
ความรู้สึก
เฒ่าพิษล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าเหล่านักพรตแล้ว...
ล้มเลิกตั้งแต่เห็นหยกแดงเบือนหน้าออก
ล้มเลิกตั้งแต่เห็นมือขาวผ่องของนางบิดจับปกเสื้อเขา
นางไม่ต้องการเห็นคนถูกฆ่า เหตุใดต้องฆ่าคน
นางอยู่ในอ้อมอก ไยต้องสนใจบุคคลอื่น
“ไสหัวไปให้พ้น” เขาเอ่ย เรียกพิษกลับคืน ที่โดนไปแล้วหากตายก็ตาย...หากรอดก็รอด
นักพรตชุดเทาขบกราม แต่แล้วกลับเรียกหาเหล่านักพรต ขนย้ายคนเจ็บจากไป เขาทำเช่นนี้เพราะความมั่นใจเสื่อมสูญไปแล้ว เมื่อไม่มีความมั่นใจว่าจะได้ชัย...ไม่ต่อสู้ได้ ย่อมไม่ต่อสู้
ไม่ช้า เหล่านักพรตก็หายไปจากสายตา
เหลือไว้เพียงเลือดหนอง
ไม่ช้า เลือดหนองก็ถูกฝนชะล้าง
เหลือไว้เพียงกลิ่นคาว
มือคู่น้อยของหยกแดงเกาะกุมมือข้างหนึ่งของเฒ่าพิษ มือคู่นั้นสั่นระริก
นางเงยมองเขา ขยับริมฝีปาก แต่แล้วกลับนิ่งค้างราวลืมเลือนสิ่งที่คิดพูด เขาสัมผัสพวงแก้มนาง สายฝนทำให้ผมของนางเปียกแนบติดใบหน้า บางส่วนติดริมฝีปาก เขาใช้ปลายนิ้วเกี่ยวเส้นผมเหล่านั้นออก พินิจใบหน้าของนาง คิดเยียวยารักษานาง
หลายวันมานี้นางเคี่ยวกรำตนเองเกินไปแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น” ประโยคนี้ไม่ใช่เขาเอ่ยออกมา หากแต่เป็นนาง
นางโอบกอดเขา ร่างของนางแนบชิดร่างของเขา
วินาทีนั้นเขานึกถึงวันแรกที่พบนาง นึกถึงวินาทีแรกที่โอบร่างเล็กจ้อยของนางแนบอก ยามร่ำไห้ ร่างของนางยังคงสั่นไหวเหมือนครั้งนั้น หัวใจของนางยังคงเต้นกระหน่ำเหมือนครั้งนั้น
...ช่างเป็นชีวิตที่บอบบาง
หากการช่วยชีวิตนางคือการกระทำที่ผิดที่สุดในชีวิตของเขา
การช่วยชีวิตนางก็คือการทำผิดที่เขายินดีที่สุดที่ได้กระทำ…
ทั้งในวินาทีนั้น...และในวินาทีนี้ เรื่องต่าง ๆ ในโลกหล้าล้วนไม่สำคัญ
***
๒
ทวิ
ยามราตรีผ่านพ้น แสงแรกของวันสาดจับพื้นพิภพ
หยกแดงยังอยู่ข้างกายเฒ่าพิษ ทั้งสองอยู่ในเทวสถานร้างใกล้ป่าไผ่ รายรอบด้วยเทวรูปปรักหักพัง บ้างไร้เศียร บ้างไร้กร
เทวรูปในที่นี้ล้วนแต่แปลกประหลาด บางองค์ทิ้งรอยบาดวาบลึกในใจ ดุดันน่าสะพรึงราวกับยักษ์มาร บางองค์เป็นเทวะซึ่งมีพักตร์เหี้ยมหาญ สลักคู่กับเทวนารี หันหน้าประกบกันในท่วงท่าคล้ายกำลังร่วมเพศ
เทวะกับตัณหา ช่างเป็นสองสิ่งซึ่งไม่สมควรนำมารวมกัน
นี่คงเป็นเทวสถานของนิกายนอกรีต เทวรูปยังอุจาดลามก มิน่าเล่าถึงถูกกวาดล้างทำลาย
หยกแดงกดท้องน้อย กระดากที่จะมอง แต่ก็ยังคงมอง ค่ำคืนวันแต่งงานทิ้งรอยนาบสดใหม่ในความทรงจำ
สายฝนยังตกพรำ
“...เทวรูปเป็นสัญลักษณ์” เฒ่าพิษลืมตา เอ่ยกับหยกแดงทั้งยังอยู่ในท่าขัดสมาธิ เขานั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าเทวรูปไร้เศียรขนาดใหญ่เป็นเวลานานแล้ว “ทุกสิ่งในภพนี้เป็นทวิภาวะ สองขั้วพลังเกื้อกูลกัน ทำให้กระแสธรรมชาติขับเคลื่อนไป”
หยกแดงถอยออกจากเทวรูปประหลาด ดวงตายังคงจับจ้อง มือยังคงกดอยู่ที่ตำแหน่งเดิม
“เพราะกระแสธรรมชาติขับเคลื่อนไป ภพนี้จึงดำรงอยู่” เฒ่าพิษเอ่ยต่อช้า ๆ กวาดตามองหมู่เทวรูปในที่นั้น
แมงมุมตัวหนึ่งชักใยเชื่อมต่อระหว่างเทวรูปสององค์ แสงแดดอ่อนกระทบใยแมงมุมจนดูคล้ายพัสตราภรณ์โปร่งสีทองอร่าม แมงมุมพอใจผลงานของมัน
“เทวรูปนี้สื่อถึงการผสานร่วมของพลังสองขั้ว” เฒ่าพิษมองเทวรูปเทวะและเทวนารี “เมื่อความเป็นทวิภาวะหายไป แบ่งแยกไม่ได้อีก สภาวะสุญตาจะปรากฏ ผู้เข้าถึงสภาวะนั้นได้...สามารถบรรลุทางสายวัชระ”
“บรรลุแล้วจะยังไง...”
“จะหลุดพ้นจากบ่วงวัฏฏะ”
“ท่านทำได้ไหม”
“ข้ายังไม่ปรารถนาจะหลุดพ้น”
หยกแดงไม่ถามต่อ เฒ่าพิษไม่เอ่ยต่อ เขาหลับตาลงอีกครั้ง ถอยกลับสู่อิริยาบถนิ่งสงบ ราวกับกลายเป็นเทวรูปอีกองค์หนึ่งในเทวสถานร้าง
ยามราตรีมาเยือนอีกครั้ง
หยกแดงนอนบนอกของเฒ่าพิษ ส่วนเฒ่าพิษเอนบนแท่นใหญ่ซึ่งเคยใช้ประดิษฐานเทวรูป ฟังเสียงฝน
ฝนตกติดต่อกันเนิ่นนานแล้ว คราวนี้วชิรศาสตราทำหน้าที่ติดต่อกันยาวนาน
“สามีเจ้าอยู่กับนักพรตตายยากรูปนั้น”
เฒ่าพิษเอ่ยโดยที่นางไม่ได้บอกเล่าเรื่องใด ๆ นางยังไม่ได้บอกเขาว่าอลันหายตัวไปในคืนแต่งงาน...ยังไม่ได้บอกเขาว่านางมาเพื่อตามหาอลัน...
“พรุ่งนี้จะส่งเจ้ากลับวังเจ้าเมือง รออยู่ที่นั่น ข้าจะไปตามตัวสามีกลับมาให้เจ้า”
หยกแดงทอดตาไปยังเทวรูปใต้เงาทะมึน แต่ไม่ได้มอง “ข้าอยากไปกับท่าน”
“ไม่”
เขาเห็นว่านางเป็นมนุษย์ ควรใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ แต่หากไม่ได้วชิรศาสตราย้ำเตือน เขาคงไม่ปล่อยมือจากนาง
เฒ่าพิษลูบเรือนผมหยกแดง คิดถึงสหายสนิท หากวชิรศาสตราอยู่ คงไม่พ้นบอกว่าทุกสิ่งล้วนเป็นมายา ไม่อาจยึดติด ยึดติดแล้วไม่อาจบรรลุ เขาคงโดนเทศนาต่ออีกยืดยาว
เมื่อนึกถึงสหาย...เขาอดไม่ได้ต้องหัวเราะเบา ๆ
...ยึดติด
บรรลุก็บรรลุ ไม่บรรลุก็ไม่บรรลุ เขาไม่ยึดติดกับการปฏิบัติบำเพ็ญเพื่อบรรลุถึง...อะไรก็ตาม
เขาไม่เคยเข้าใจ เหตุใดสหายของเขาจึงยึดติดกับการ ‘ต้องบรรลุ’ ถึงเพียงนั้น
เหตุใดต้องดิ้นรนถึงเพียงนั้น ตั้งมั่นถึงเพียงนั้น ฝืนตนเองถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่ดำเนินชีวิตไปตามครรลองธรรมชาติ
ตั้งจิตอธิษฐาน มุ่งตรงแน่วแน่ ตัดสิ้นทุกสิ่ง ชาติภพหนึ่ง ๆ จะยังเหลือรสชาติใด ยังเหลือคุณค่าความหมายใด หลุดพ้นแล้วได้อะไร ไม่หลุดพ้นแล้วได้อะไร ทุกชาติภพโหยหาสภาวะหลุดพ้น...ใช่เป็นการยึดติดประการหนึ่งหรือไม่
หากการหลุดพ้นคือการอยู่เหนือทวิภาวะ…
เมื่อหลุดพ้น หากยอมรับว่าตนคือผู้หลุดพ้น ผู้อื่นไม่หลุดพ้น ไยมิใช่แบ่งเป็นสองฝั่งคือหลุดพ้นกับไม่หลุดพ้น เมื่อแบ่งเป็นสองฝั่งไยมิใช่อยู่ใต้ทวิภาวะเช่นเดิม สรุปแล้วการหลุดพ้นที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ คงมีแต่ผู้หลุดพ้นแล้วท่านั้นจึงจะเข้าใจ
...หรือการหลุดพ้นอาจไม่ใช่อะไรเลย
“ข้าไม่กลับ ข้าจะไปช่วยอลันกับท่าน หลังจากนั้น...ข้าไม่อยากแยกจากท่านอีก” หยกแดงกล่าว ปลายประโยคแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ
“...ใครสอนให้เจ้าเอาแต่ใจ”
“ท่าน”
เฒ่าพิษยิ้มกับคำตอบของนาง
เฒ่าพิษเป็นผู้ไร้อายุขัยที่ไม่เคยสนใจกฎเกณฑ์ของมนุษย์ ในสายตาเขา กฎเดียวที่คู่ควรนบนอบคือกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ...วิถีธารแห่งธรรมชาติ
เพราะเหตุนั้น มนุษย์เห็นว่าเขาเป็นอมนุษย์ที่เอาแต่ใจ ไม่แยแสผู้อื่น
และเพราะเหตุนั้น ในสายตาเขา การส่งหยกแดงกลับคืนสู่วงจรชีวิตตามธรรมชาติของนาง ย่อมดีต่อนางที่สุด การขัดวิถีฟ้าช่วยเหลือนาง นับว่าเป็นการกระทำที่แปลกประหลาดที่สุดของเขา...ในสายตาของเขาเอง
“ไปเจอคนไม่น่าเจอ มีอะไรน่าสนุก” เขาชันตัวขึ้น หยกแดงพลิกลงไปนอนตักเขา “เจ้ากลับวังไปนั่งเล่นนอนเล่นยังสนุกกว่า”
“ถูกแล้ว ไม่สนุก” นางกล่าว “แต่มีความสุข”
เฒ่าพิษเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ข้ามีความสุขเมื่ออยู่กับท่าน” นางสบตาเขา
“เด็กที่แต่ก่อนเอาแต่หนีเที่ยวพูดอย่างนี้ ข้าควรเชื่อไหม” เขาส่ายหน้า ลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู “เจ้าห่วงว่าข้าจะพาสามีเจ้ากลับมาไม่สำเร็จมากกว่า”
“ข้า...” เขาหยอกนาง แต่นางไม่เพียงไม่ยิ้ม ซ้ำน้ำตายังเอ่อคลอหน่วยตา
“เจ้าเด็กนั่นดวงแข็ง รับรองไม่ตาย”
หยกแดงลุกขึ้นนั่ง ใช้สองมือแตะใบหน้าของเฒ่าพิษ “ท่านรู้ว่าผู้ที่ข้าห่วงคือใคร”
“เจ้าขี้แย” เขาแตะปลายคางนาง ยังคงยิ้ม “โตแล้วทำไมยังขี้แยอยู่อีก”
“ท่านบาดเจ็บ”
“มีกายหยาบ บางครั้งก็น่ารำคาญแบบนี้...”
“ท่าน...”
“พักเสีย เจ้าเฝ้าข้ามาตลอดทั้งวันแล้ว”
นางส่ายหน้าอย่างดื้อดึง “ไม่”
เขาเคาะปลายจมูกน้อย ๆ ของนางเบา ๆ นางกุมมือของเขาเอาไว้ ซบหน้ากับมือข้างนั้น
“ข้าจะไม่หลับ เพราะถ้าข้าหลับ ค่ำคืนนี้จะสั้นลง”
“เจ้าควรหลับ”
“ทำสิ่งที่ควร กับทำสิ่งที่ใจปรารถนา อย่างไหนเป็นสุขกว่ากัน”
นิ้วเรียวของนางแตะบนริมฝีปากของเขา คำถามนี้ไม่ต้องการคำตอบ
นางแย้มยิ้ม ดวงตาสุกใสเจือแววเศร้า แต่แล้วพลันเปลี่ยนเป็นประกายกล้า ประกายตาของผู้ตกลงใจอย่างแน่วแน่
นางเลื่อนนิ้วออก ประทับริมฝีปากของตนลงไปแทน
***
๓
ตามใจปรารถนา
เจ้าที่ได้รับการอัญเชิญในยามวิกาล
ให้ถูกต้องกว่านั้นคือ ‘ถูก’ บังคับเชิญ ศาลเจ้าร้างกลางป่าเขาไร้เทพสถิต ไม่มีมนุษย์ย่างกรายยาวนาน กระนั้น ยังคงมีผู้จุดธูปใหญ่ในกระถางทองเหลืองเรียกเจ้าที่ ผู้เรียกพลังแข็งกล้า เจ้าที่ ‘มิอาจ’ ไม่ไป
เจ้าที่ในร่างชายชราท่าทางใจดีก้าวเท้าเข้าศาลเจ้า ผ่านกลิ่นธูปหอมที่ลอยอ้อยอิ่งในอากาศชื้นไอฝน ในศาลมีบุรุษสตรีคู่หนึ่งนั่งคุกเข่า บุรุษสง่างาม สตรีอ้อนแอ้นอรชร กร้าวแกร่งกับนุ่มนวล...แตกต่างกันชัดเจน แต่ความแตกต่างนี้เป็นความแตกต่างอันเหมาะสม เข้าคู่สอดรับกันพอดี
บุรุษและสตรีคู่นี้เหลียวมองกันและกัน มุมปากของบุรุษพลันปรากฏรอยยิ้มสายหนึ่ง
สตรีแย้มยิ้มตอบ ในรอยยิ้มแฝงทั้งความคาดหวังและความสิ้นหวัง
ถึงตอนนี้ เจ้าที่เห็นบุรุษและสตรีทั้งสองชัดเจนแล้ว สตรีเป็นสตรีที่ตบแต่งแก่ชายอื่นไปแล้ว ส่วนบุรุษไม่ใช่มนุษย์...เป็นผู้ไร้อายุขัยที่มีพลังบำเพ็ญแก่กล้าตนหนึ่ง ถึงอยากถอนตัว เจ้าที่ก็ไม่อาจถอนตัวได้ จะก้าวเท้ายังก้าวไม่ออกแม้สักก้าวเดียว
“ข้าบอกแล้ว ถ้าข้าเรียก อย่างไรก็ต้องมา” บุรุษกล่าว
“ท่านรังแกผู้อื่นแล้ว” ฝ่ายสตรีเอ่ยเบา ๆ
“พ...พวกท่านต้องการอะไร” เจ้าที่ถามทั้งสอง
“พยาน” ฝ่ายบุรุษผู้ไร้อายุขัยกล่าว
“พยานสำหรับอะไร”
“การสาบานเป็นสามีภรรยา ข้าต้องการแต่งงานกับนาง”
ในความรู้สึกของเจ้าที่ คำกล่าวสั้น ๆ นี้ยังกึกก้องยิ่งกว่าเสียงอสนีบาต น่าตระหนกยิ่งกว่าเห็นท้องฟ้าถล่มลงมา ผู้ไร้อายุขัยแย่งภรรยาของมนุษย์ ที่ผ่านมาไม่เคยมีกรณีนี้มาก่อน เขาตะลึงมองผู้ไร้อายุขัยตนนั้น คาดไม่ถึง และที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ สตรีนางนั้นก็แสดงสีหน้าราวกับคาดไม่ถึงเช่นเดียวกันกับเขา
“ท่านพ่อ...!”
คำอุทานของนางเป็นเรื่องคาดไม่ถึงเรื่องที่สาม
หากมีเรื่องที่สี่ เจ้าที่เกรงว่าตนจะรับไม่ไหวอีกต่อไป
“ทำไมเจ้ายังเรียกข้าว่าพ่ออีก” ผู้ไร้อายุขัยกล่าว น้ำเสียงเด็ดขาด “ข้าไม่ใช่พ่อเจ้า”
แต่ความเด็ดขาดนี้ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอบอุ่น...อบอุ่นอย่างยิ่ง “ท่าน...”
ความเด็ดขาดนี้สะบั้นความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง เพื่อถักทอเส้นใยความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่ง
“ไม่ได้ ! ไม่ได้เด็ดขาด” เจ้าที่ร้อง “สถานะพ่อลูก จะเปลี่ยนแปลงได้ยังไง”
“ข้าเป็นผู้เลี้ยงดู ไม่ใช่ผู้ให้กำเนิด ไม่ใช่บิดานางแต่แรก”
“ยังไงก็ไม่ได้ ! นาง...นางเป็นภรรยาของผู้อื่นแล้ว ท่านทำอย่างนี้ไม่ได้ !”
“ทำไมไม่ได้”
“ท่าน...ท่านผิดลูกผิดเมียผู้อื่นไม่ได้ !”
“ทำไมไม่ได้” ยังคงเป็นคำถามเดิม
เจ้าที่มองสีหน้าเด็ดเดี่ยวเย็นชาของผู้ไร้อายุขัยสลับกับสีหน้ากึ่งเอียงอายกึ่งละอายของสตรีข้างกายเขา แม้เขาไม่เคยพบทั้งคู่ แต่คาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายคือผู้ใดแล้ว
...จะมีใครทำอะไรตามใจตัว แปลกประหลาดไปกว่าผู้ไร้อายุขัยสมญาเฒ่าพิษ ส่วนสตรีนางนี้สมควรเป็นมนุษย์ที่เขาเลี้ยงดูมา
“เพราะว่า...” เจ้าที่อ้าปาก แต่กลับพูดไม่ออก
“ทำไมไม่ได้” ผู้ไร้อายุขัยเบื้องหน้าเอ่ยเป็นครั้งที่สาม หากคราวนี้เอ่ยต่อ “บุรุษแต่งงานมีภรรยาได้ไม่จำกัด ทำไมสตรีจะต้องถูกจำกัดให้แต่งงานกับบุคคลเพียงคนเดียว ไร้ความยุติธรรม ไร้สาระ ท่านเห็นชอบกับกฎเกณฑ์นี้ด้วยหรือ”
เจ้าที่อ้าปากค้างไปแล้ว
“ข้าพอใจแต่งงานกับนาง นางพอใจแต่งงานกับข้า ยังมีปัญหาอะไรอีก” เขากล่าวต่อ ไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ท่าน...ท่าน...” เจ้าที่ยังอุตส่าห์เค้นออกมาได้สองพยางค์
“ขอท่านเจ้าที่และเทพยดาในที่นี้เป็นพยาน ข้าสาบานต่อท่าน ต่อฟากฟ้า ต่อผืนดิน ต่อเทพมารดรและต่อภูตผีทั้งหลาย จากนี้ต่อไป ข้า...”
“ข้าไม่ยินยอม ! การแต่งงานนี้เกิดขึ้นไม่ได้ !” ผู้ไร้อายุขัยตนหนึ่งตะโกน
บัดนั้น เจ้าที่จึงเพิ่งรู้ตัวว่าเขาไม่ใช่ผู้เดียวซึ่งถูก ‘บังคับเชิญ’ ยังมีเทพองค์อื่นและผู้ไร้อายุขัยอีกจำนวนหนึ่ง...
“ข้าไม่ได้ขอความยินยอม แค่ขอให้เจ้าเป็นพยานเท่านั้น”
คำตอบของผู้ถูกขัดการสาบานทำเอาผู้ไร้อายุขัยตนนั้นถึงกับผงะ แต่จะสะบัดหน้าจากไปก็ไม่ได้ เขาพุ่งสายตากราดเกรี้ยวไปยังมนุษย์หญิงข้างกายผู้ไร้อายุขัย นางหลบตา ก้มศีรษะต่ำ
“เงยหน้าขึ้น ไม่มีอะไรน่าละอาย” ผู้ไร้อายุขัยสมญาเฒ่าพิษเอ่ยกับนาง
“เจ้าบ้าไปแล้ว ! เฒ่าพิษ...ฟ้าดินจะสาปแช่งเจ้า” ผู้ไร้อายุขัยอีกตนตะโกน
“ถ้าฟ้าดินจะสาปแช่งข้าด้วยเรื่องนี้ ก็ให้ฟ้าดินสาปแช่งเถอะ” น้ำเสียงของเขาแสดงชัด...ไม่แยแส
เจ้าที่มองสตรีที่อ้อนแอ้นบอบบางนางนั้น เห็นนางเปลื้องชุดแดงตัวนอกออก
“ข้าให้เจ้าแต่งงานกับมนุษย์ หวังให้เจ้ามีความสุข แต่กลับทำให้เจ้าเป็นทุกข์...” ผู้ไร้อายุขัยที่คุกเข่าอยู่ข้างกายนางหันไปกล่าวกับนาง “...นี่คือความผิดพลาดของข้า”
นางส่ายหน้า ยิ้มทั้งน้ำตา
“ข้าคิดว่าการใช้ชีวิตไปตามวิถีของมนุษย์ดีที่สุดสำหรับเจ้า ข้าคิดว่าเจ้าจะมีความสุขกับชีวิตอย่างมนุษย์มากกว่า...” เขาเอ่ยต่อ แต่แล้วกลับแตะริมฝีปากนางก่อนนางจะได้ตอบ “...เรื่องนี้ข้าไม่ผิด”
เขาไม่ผิดจริง ๆ นางมีความสุขกับการใช้ชีวิตอย่างมนุษย์...และการอยู่ท่ามกลางมนุษย์...มากกว่าการอยู่บนป่าเขาตัดขาดจากผู้คน แต่ถ้าการได้ใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์สามัญต้องแลกด้วยการไม่ได้อยู่กับเขา นางยินดีสละมันทิ้ง
“ความสุขของข้าคือการได้อยู่กับท่าน”
“ข้าจะอยู่กับเจ้า” เขาปลดอาภรณ์สีแดงหม่นชั้นนอก คลุมลงบนไหล่นาง “อย่างมนุษย์”
เจ้าที่ได้แต่ส่ายหน้าแล้ว เขาไม่อยากเชื่อว่าความรักอันงมงายของเด็กสาวผู้หนึ่งจะเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้ไร้อายุขัยได้ หรือกลับกัน อาจบางที...มีแต่ความรักอันงมงายประเภทนี้ที่จะทำได้สำเร็จ
“เบื้องหน้ากาลอนันต์ ชีวิตมนุษย์ภพหนึ่งก็แค่ชั่วพริบตา จะสะบั้นสิ่งที่ทำมาหลายภพชาติเพื่อชั่วพริบตานี้น่ะรึ กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ไม่ใช่ของง่าย คิดดีแล้วหรือ” ผู้ไร้อายุขัยอีกตนเอ่ย
“เบื้องหน้ากาลอนันต์ ร้อยภพพันชาติก็คือชั่วพริบตาเช่นกัน ข้าไม่เสียดาย”
กลับกัน หากชีวิตมนุษย์ภพหนึ่งถือเป็นเพียงชั่วพริบตา เหตุใดเขาจะสละชั่วพริบตานี้ให้นางไม่ได้ เวลาที่พบกันแสนสั้น สิ้นชาติภพอาจไม่ได้พบกันอีก ...ในเมื่อตอนนี้อยู่ด้วยกันได้ เหตุใดต้องฝืนพรากจากกัน
“เจ้าจะหันหลังจากหน้าที่ที่มีต่อฟากฟ้าได้อย่างไร” นี่เป็นคำถามของเทพองค์หนึ่งในที่นั้น
“หากสามารถกระทำได้...ข้าขอคืน ‘เวลา’ และ ‘อำนาจ’ ต่อฟากฟ้าผู้ให้กำเนิด”
“แต่เจ้าเปลี่ยนชาติกำเนิดไม่ได้ โทษทัณฑ์เดิมก็ยังคงต้องรับ”
“ข้าไม่คิดหลบเลี่ยงโทษทัณฑ์”
“เจ้าทำผิดเพื่อนางกี่ครั้งแล้ว คิดดีแล้วหรือ”
“ข้ายินดีทำ”
อะไรคือผิด อะไรคือถูก อยู่ที่ใช้อะไรตัดสิน
“เจ้ารักนาง...”
“รัก” คำตอบไม่ลังเล
ผู้ไร้อายุขัยอีกตนทอดถอนใจ “ความรักนอกจากจะทำให้ ‘คน’ ตาบอดแล้ว ข้าว่า...”
หยกแดงเกรงว่าตนเองจะตื่นกลางคัน
นางทราบว่าความฝันมักสวยงามกว่าความจริง ดังนั้น นี่คงเป็นความฝันแล้ว มีแต่ในความฝันเรื่องเช่นนี้จึงเกิดขึ้นได้
หรือนางผล็อยหลับไปในเทวสถาน
หรือเหตุการณ์ก่อนหน้าเป็นเพียงฝัน
ในฝันนั้นนางจุมพิตเขา บอกทุกสิ่งในใจต่อเขา ทำตามใจตนเองถึงที่สุด บอกต่อเขาว่าหากเป็นเขา...นางไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังทำผิดพลาด...
นางไม่คาดหวังให้เขาตอบสนองต่อนาง ยิ่งไม่คาดหวังให้เขาตัดสินใจเช่นนี้
นางลูบไล้ใบหน้าของเขา มองเขา ปรารถนาจะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ตอนนี้ ที่นางทำได้ คือบ่งบอกความรู้สึกที่กำลังเอ่อท้นจิตใจออกไป
“ข้ารักท่าน”
ตามเรื่อง ‘ท่านพ่อ’ เป็นสาย ‘ปฏิบัติอิงธรรมชาติ’ ปฏิบัติตามกระแสธรรมชาติ ส่วนวชิรศาสตราเป็นสาย ‘ปฏิบัติแบบตัดตรง’ ปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากกระแสทั้งหมด คู่นี้ความเห็นแตกต่างกันค่อนข้างมาก ไม่ได้คิดไว้ว่ามาคบกันได้ยังไง แต่ก็เป็นเพื่อนรักกันล่ะค่ะ
เสียดายที่คงไม่มีโอกาสเขียนถึงวชิรศาสตรา (...รวมทั้งแนวคิดของท่านพ่อกับวชิรศาสตรา) เท่าไร เพราะไม่ตรงกับจุดประสงค์ของเรื่อง 555+
เอาละ...ตอนหน้าจะพยายามรวบให้ถึงบทสรุปค่ะ !
#1 By ウィー( ̄ー ̄)ゞ-☆ on 2011-08-17 15:30