EVE: ก่อนอื่น "เยื่อใย" ลงถึงบทจบแล้วนะคะ (ลงไว้ชาตินึงแล้ว แต่อยากทิ้ง link อีกรอบ 555+)
ส่วนเรื่องที่จะได้อ่านต่อไปนี้  (น่าจะ) เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว...หรือไม่ก็เรื่องยาวขนาดสั้น (เอ๊ะ...ตกลงมันยังไง orz)  ค่ะ
 
ลองอ่านเรื่องย่อ ๆ ก่อนได้ >>>ที่นี่<<<
(แต่อาจสปอยล์นิดหน่อย...เอ๊ย...ไม่ถือว่าสปอยล์หรอก...มั้ง)
 

สืบซ้อนกล  คนสองวิญญาณ

 

ตอนที่ ๑

บ้านวิญญาณครวญ

 

“พอเหอะ  กูกลับละ”

            “อ้าว  ไอ้หอยหลอด  มึงจะปอดไปไหน  มานี่เลย”  กาจกาญจน์จับคอเสื้อเพื่อนไว้  ก่อนจะลากกลับมาหน้าบ้านร้าง

                “ไอ้เอก  อย่า...อย่าแม้แต่จะคิด”  วัชรร่วมด้วยช่วยลากอีกแรง  คนโดนลากรู้ตัวว่าสู้แรงไม่ไหวเลยเลิกขัดขืน

                “ไอ้พวกซาดิสม์  จำไว้เลยนะ”

                กาจกาญจน์กับวัชรกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่  เมื่อเห็นเอกทำท่าเหมือนจะร้องไห้  ผิวขาวผ่องกับรูปร่างสะโอดสะองทำให้เขาแตกต่างจากอีกสองหนุ่มราวหลุดมาจากคนละโลก

                สามหนุ่มเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้นไปโรงเรียน  เดี๋ยวนี้เป็นนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแล้วก็ยังคบหากันอยู่อย่างสนิทสนมแนบแน่น  สาเหตุหนึ่งเพราะดันสอบติดที่เดียวกันโดยบังเอิญ  เสียแต่ต่างคณะ  สมัยก่อนหน้าตาท่าทางทั้งสามเหมือนกันราวกับแฝด  แต่พอย่างเข้าวัยหนุ่มกลับแตกต่างกันเป็นคนละแบบ  กาจกาญจน์คมเข้ม  ผิวสองสี  สูงใหญ่  อกผายไหล่ผึ่ง  วัชรสูงเพรียว  หน้าตาออกตี๋ตามสายเลือด  ส่วนเอก...ยิ่งโตยิ่งเหมือนแม่...ยิ่งโตยิ่งเหมือนพี่สาว...ยิ่งโตยิ่ง...ไม่โต  แม้ว่าเจ้าตัวจะทำทุกวิถีทางเพื่อเสริมสร้างรัศมีความเป็นชาย  แต่ดูจะไม่สำเร็จสักทาง

                “พวกมึงอยากพิสูจน์ก็เข้าไปกันแค่สองคนสิวะ  ลากกูไปด้วยทำซากอะไร”  เอกโวย  แต่เสียงอ่อย

                “อ้าวก็ไหนมึงว่าไม่กลัวผี  อยากเห็นผีไม่ใช่เหรอ”  วัชรดันแว่น  มืออีกข้างบีบต้นแขนเอก  กันหนี

                “กูบอกตอนไหนว่าอยากเห็น”  เอกมองเพื่อน

                “ก็ตอนมึงจีบน้องนุ่นคณะอักษรฯ...มึงพูดเองไม่ใช่เรอะ  กูกับไอ้กาจได้ยินเต็มสองรูหู”  หนุ่มแว่นหัวเราะหึหึ  ทำให้ใบหน้าที่ดูกวนอยู่แล้วกวนขึ้นไปอีกเป็นล้านเท่า

                “นั่น...”  เอกกลืนน้ำลาย  ตอนจีบสาวน่ะเขาพูดไปเรื่อยเจื้อย  ขอให้เธอประทับใจไว้ก่อนเป็นใช้ได้

                “พวกกูเปิดโอกาสให้มึงแล้ว  เชิญ”

                กาจกาญจน์...หรือกาจ...หรืออีกสมญาคือไอ้ร้ายกาจ  ตามที่กลุ่มนักศึกษาหญิงตั้งให้...ผลักประตูบ้านร้าง  ผายมือเชิญเพื่อน  พลางแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวซึ่งดูจะยาวกว่าคนปกติเล็กน้อย  เขี้ยวคู่นี้เคยทำให้เขาโดนเพื่อนชั้นประถมเข้าใจว่าเป็นผีดูดเลือดมาแล้ว  น่าเสียดายที่สาวน้อยยุคนั้นยังไม่คลั่งไคล้ไหลหลงผีประเภทที่ว่า

                “กล้า ๆ หน่อยสิวะ”  วัชรเตะน่องเพื่อนตัวเล็กสุดในกลุ่มเบา ๆ  แล้วควักมือถือขึ้นมาถ่ายแบบไม่ให้ตั้งตัว

                “ทำเหี้ยอะไรวะ”  เอกโวยเสียงดังกว่าเดิมเล็กน้อย

                “จุ๊...สุภาพ ๆ หน่อย  นี่ถ่ายคลิปอยู่  ติดทั้งภาพและเสียง”  วัชรหัวเราะ  หันกล้องเข้าตัว  “ตอนนี้พวกเราสามคนอยู่หน้าบ้านร้างซอยแปด  หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม ‘บ้านวิญญาณครวญ’ นะครับ”

                เอกสะบัดหลุดจากกาจ  มองความมืดที่แผ่ออกจากช่องประตูอย่างหวาด ๆ  กลืนน้ำลายอึกใหญ่  พอเขาทำท่าจะถอย  กาจก็กดบ่าไว้

                “พวกเราจะเริ่มจากการสำรวจชั้นล่างก่อน  แล้วจะขึ้นไปยังห้องที่...เชื่อกันว่า...มีวิญญาณวนเวียนอยู่”  วัชรเอ่ยต่อไปเรื่อย ๆ ขณะกวาดมือถือเก็บภาพไปด้วย

                “มืดว่ะ  จะเห็นเหรอ”  กาจเหลียวหลังไปถามวัชรหลังเดินเข้าไปได้หน่อยหนึ่ง  ในบ้านร้างมืดจนแทบมองอะไรไม่เห็น

                “เปิดโหมดถ่ายกลางคืนแล้ว  ไม่ต้องห่วง”  วัชรตอบกลับ  ก่อนจะรุนหลังเพื่อนให้เดินต่อไป...

 

ภาพถ่ายและคลิปถูกอัพขึ้นหน้าเว็บบล็อกส่วนตัวของวัชรเป็นระยะ

            นุ่นกับเพื่อนสนิทของเธอไล่ดูด้วยความระทึก  สยองปนขำกับสีหน้าของชายหนุ่มผู้กล้าทั้งสามคน  เธอเป็นคนท้าให้วัชร...หนุ่มแว่นหน้ากวน...ไปพิสูจน์ความกล้าที่บ้านร้างหลังนั้นเอง  แตไม่คิดว่าเขาจะไปจริง ๆ  ไปไม่ไปเปล่า  ยังลากเพื่อนอีกสองคนไปด้วย

                ...แถมหนึ่งในนั้นเป็นหนุ่มหน้าหวานที่ตามจีบเธออยู่

                “สงสัยเธอได้เลี้ยงข้าววัชรตลอดเทอมแล้วแหละนุ่น”  อาริสาเอ่ยปนหัวเราะ สีหน้าของเอกตอนถูกถ่ายแบบไม่ทันตั้งตัวยังทำให้เธอขำไม่หาย

                “อาจจะ”  นุ่นปิดรอยยิ้มไว้ไม่ทัน  วัชรเป็นหนุ่มที่เธอแอบชอบมาตั้งแต่อยู่ปีหนึ่ง  ถ้าเขาทำสำเร็จ  เธอจะใช้การเลี้ยงข้าวเป็นข้ออ้างกินข้าวร่วมกับเขาตลอดเทอม

                “ที่จริงเธอชอบวัชรใช่ไหม”  อาริสาถามพลางกลิ้งทับเพื่อน  เตียงไหวน้อย ๆ  ทำให้แล็ปท็อปบนเตียงไหวตามไปด้วย

                “บ้า !  เปล่า...ใครจะไปชอบอีตา...”  นุ่นรีบปฏิเสธ  หน้าแดง

                “ฉันดูออกน่า  ไม่ต้องปฏิเสธหรอก”  อาริสาหยิกแก้มนุ่นอย่างมันเขี้ยว  “ทำไมต้องทำตัวเป็นผู้หญิงปากแข็ง”

                “ฉันเปล่านะ”  นุ่นแก้มแดงกว่าเดิม

                “งั้นฉันรับรักวัชรได้ใช่ไหม”  อาริสาเท้าคาง  มองเพื่อน

                ขณะนี้สองสาวอยู่ในท่านอนคว่ำบนเตียง  มีแล็ปท็อปหน้าจอ 14 นิ้ววางอยู่บนหมอน  อาริสาสวมเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น  ส่วนนุ่นมีแค่ผ้าขนหนูผืนเดียว  เธอกำลังจะอาบน้ำ...แต่โดนอาริสาเรียกมาดูคลิปและภาพบนหน้าเว็บบล็อกส่วนตัวของวัชรเสียก่อน

                “ว่าไง”  อาริสารุกต่อเมื่อเพื่อนเงียบไป

                “วัชรสารภาพรักกับเธอเหรอ”  นุ่นยังมองหน้าจอ  เธอพยายามทำเป็นไม่แคร์  แต่โดนเสียงตนเองทรยศ  ใจหนึ่งเธอรู้ว่าอาริสาแค่แกล้งหยอก  แต่อีกใจ...

                “ตอบก่อน  ว่าไงล่ะ”

                “...”

                “...”

                ความเงียบถือเป็นคำตอบที่ดีที่สุดประเภทหนึ่ง

                “โอ๋...โอ๋...ไม่แกล้งแล้ว”  อาริสาหัวเราะ  ขยี้หัวเพื่อนร่วมหอ  “แม่สาวปากไม่ตรงกับใจ”

                “เธอนี่...”  นุ่นหน้ามุ่ย  เบนสายตาจากจอไปมองเพื่อน

                “ไอ้การทำตัวเป็นสาวปากแข็งน่ะมันก็ไม่เลวร้ายอะไรหรอกนะนุ่น”  อาริสาคลิกคลิปใหม่ทันทีที่คลิปเดิมเล่นจบ  “แต่ฉันสงสารเอก”

                พอได้ยินชื่อเอก  นุ่นกัดปากล่าง  เธอไม่ได้รักผู้ชายหน้าหวานคนนั้นก็จริง  แต่ก็ไม่ได้เกลียด  ที่ยังไม่ออกปากปฏิเสธก็เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจเขา  เธอไม่อยากเป็นผู้หญิงใจร้ายที่ทำให้เพื่อนของคนที่แอบรักเสียใจ  หวังว่าในไม่ช้าเอกจะหมดหวังแล้วถอยไปเอง

...เธอคิดว่าวิธีนี้นุ่มนวลกว่าการปฏิเสธตรง ๆ

                “เธอน่าจะแสดงออกให้ชัดเจนไปเลย”  อาริสายังเอ่ยต่อ  เพื่อนคนนี้คิดไม่เหมือนเธอ  “ว่าเธอชอบใคร”

                “แล้วเอกจะรู้สึกยังไงถ้ารู้ว่าคนที่ฉันรักคือเพื่อนสนิทของเขา”

                “ไม่รู้  ไม่ใช่ผู้ชาย”  อาริสาตอบง่าย  “คงเจ็บ...อิจฉานิดหน่อย  แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องมาเสียเวลารักคนที่ไม่ได้รักเขา”

                นุ่นถอนใจเฮือกใหญ่  “เธอพูดง่าย”

                “แล้วเรื่องมันยากรึไง”  อาริสาถามกลับหน้าเป็น

 

“เฮ้ย !

            “เป็นอะไรวะ  ร้องซะตกใจ”  กาจตะเบ็งเสียงข่มความผวา

                เจ้าของเสียง ‘เฮ้ย’ คือเอก  เขาหน้าซีดปากสั่น  ขาสั่นพั่บ ๆ  ยืนค้างอยู่ในท่าก้าวเท้าขึ้นบันได  “ข้างบน”

                “ข้างบนทำไม”  วัชรถาม  จับโทรศัพท์ด้วยสองมือ  ด้วยความเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผี  เลยกลัวน้อยที่สุดในสามคน

                เอกกลืนน้ำลาย  “กูกลับละ”

                “เดี๋ยวสิวะ  เห็นอะไร  พูดมา”  วัชรไม่ยอมให้เพื่อนกลับง่าย ๆ

                “ไว้บอกข้างนอก  มึงไม่รู้เหรอว่าเขาห้ามทัก”  เอกทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญการบุกบ้านผีขึ้นมาทันที

                “บอกมาเหอะ  กูอยากรู้”  วัชรตื๊อด้วยความสงสัย  “เห็นผีเหรอ”

                “ไม่ต้องถงไม่ต้องถามมันแล้ว  ขึ้นไปเดี๋ยวเห็นเอง”  กาจตัดบท  นำขึ้นชั้นสอง  ทำเก่งแก้เขินที่ผวาตามเอกเมื่อครู่

                ชั้นสองของบ้านมืดเหมือนชั้นล่างที่พวกเขาสามคนสำรวจครบทุกห้องแล้ว  ต่างก็แต่บรรยากาศที่กดดันกว่า  เอกรู้สึกเหมือนถูกจ้อง  ขนที่ต้นคอลุกวาบ  เขาหันกลับไปมอง  แต่ไม่พบใคร

                “เอาไฟฉายติดมาหรือเปล่า”  กาจเหลียวถามวัชร  ชั้นสองมืดมากจนไม่อาจสำรวจโดยไม่พึ่งแสงประดิษฐ์

                “กูรออยู่ชั้นล่างไม่ได้เหรอ”  เอกต่อรอง  หยุดค้างอยู่ที่บันได  อีกสองขั้นจะถึงชั้นสอง

                “มึงอยู่ข้างล่างก็อยู่กับผีแหละ”  วัชรหัวเราะหึหึ  ดันแว่น

                “เออ  ไอ้วัชรพูดถูก”  กาจยิ้มขำ  แต่รอยยิ้มของเขาถูกความมืดคลุมเสียมิด

                วัชรล้วงกระเป๋าหยิบไฟแช็กกับเทียนเล่มเล็กออกมาแจกจ่าย  ไม่มีใครพูดอะไรระหว่างต่อเทียน  ในบ้านเงียบ...แต่เงียบย่อมดีกว่ามีเสียง...เพราะในบ้านร้างเช่นนี้ไม่ควรมีเสียง  หากมี  ก็ไม่รู้ว่าใคร...หรืออะไร...เป็นต้นกำเนิดเสียง

                กาจสบถสองสามคำ  ก่อนพึมพำต่อ  “แทนที่จะใช้ไฟฉาย  หลอนกว่าเดิมอีก”

                “หลอน ๆ นั่นแหละดี  อยากให้หลอน”  วัชรเริ่มใช้โทรศัพท์มือถืออัดคลิปอีกครั้ง  “คลิปนี้...พวกเราขึ้นมาถึงชั้นสองแล้วนะครับ  มืดมาก  มืดจริง ๆ”

                เอกไม่กล้ามองไปที่อื่นนอกจากแผ่นหลังของกาจที่เดินนำอยู่ด้านหน้า  พื้นใต้เท้าส่งเสียงลั่นเอียดอาดทุกครั้งที่ถ่ายน้ำหนักลงไป  ด้านหลัง  วัชรยังอัดเสียงประกอบคลิปเป็นระยะ

                “ห้องที่เห็นอยู่สุดทางคือห้องที่หลายคนยืนยันว่าพบเห็นวิญญาณร้องครวญครางในกองเลือด  ส่วนคนยืนยันเนี่ยพวกเราไม่ได้พบนะครับ  ฟังต่อ ๆ มาอีกที”  วัชรพูดถึงตรงนี้ก็หัวเราะออกมา  “ผมว่าเราเก็บห้องนั้นไว้เป็นไคลแม็กซ์ดีกว่า  เดี๋ยวเริ่มจากห้องใกล้บันไดที่สุดก่อน”

                ห้องที่อยู่ใกล้บันไดที่สุดนั้นเป็นห้องไร้ประตู  กาจเดินนำเข้าไปเป็นคนแรก  ห้องไม่กว้างมากและไม่มีเครื่องเรือน  สว่างกว่าบริเวณทางเดินเพราะบานหน้าต่างหายหมด  เอกมองผ่านกรอบหน้าต่าง  เห็นพระจันทร์เสี้ยวโผล่หน้าแอบมองจากหมู่เมฆ  ยอดไม้ที่เห็นเป็นเงาตะคุ่มโบกไหวตามแรงลม  เสียงซู่ซ่าลอยเข้ามาในห้องพร้อมกลิ่นสาบสาง

                “อื้อหือ”  วัชรใช้มือข้างที่ว่างปัดอากาศใกล้จมูก  “กลิ่น...”

                “ขนลุก”  กาจพึมพำ  มือหนึ่งถือเทียน  มือหนึ่งป้องเปลวเทียนไม่ให้โดนลม  สองตากวาดมองทั่วห้อง  “เย็นเหมือนกันนะ”

                “...โคตร...”  เอกกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ  แทบไม่มีแรงถือเทียน  จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กล้าเล่าว่าเพิ่งเห็นอะไร

                “เอก  กาจ  ไปยืนตรงนั้น  จะถ่ายรูป”  วัชรพูดเบา ๆ  แต่เบาก็เหมือนดัง

                “เอามานี่  ผลัดกันมั่งสิ”  กาจแย่งโทรศัพท์จากมือวัชร  ยัดเทียนให้แทน

                “ก็ได้วะ...”  วัชรลากเอกไปยืนใกล้หน้าต่าง  “ไปอยู่ฝั่งซ้าย”

                หน้าต่างอยู่กลาง  วัชรอยู่ฝั่งขวาของหน้าต่าง  ส่วนเอกอยู่ฝั่งซ้าย  แสงจันทร์จากหน้าต่างสาดไล้กรอบร่างของชายหนุ่มทั้งสอง  กาจยกโทรศัพท์มือถือขึ้น  กดถ่ายภาพ  อัพโหลดทันที

                “รีบ ๆ ไปเหอะ  ห้องนี้เหม็นชิบหาย”

                “เออ”

 

“วัชรเขาพาเพื่อนไปกี่คนนะนุ่น”

            อาริสาขมวดคิ้ว  คลิกกลับไปยังภาพแรก ๆ  นุ่นตะโกนตอบมาจากในห้องน้ำ

                “สองคนไง  เอกกับกาจ”

                “ฉันว่าแปลก ๆ แล้วล่ะ”

                อาริสากดขยายภาพ  ยกแล็ปท็อปขึ้นมาวางบนตัก  เอนหลังพิงหมอน  แสงไฟจากหน้าจอกระทบใบหน้าเป็นกังวลของเธอจนดูซีดกว่าเดิม

                “อาบใกล้เสร็จหรือยัง  มาดูนี่หน่อยสิ”

                “แป๊บนึง  สระผม”  นุ่นตอบกลับมา

                อาริสาเหลือบมองนาฬิกา  ยังไม่สี่ทุ่ม  ยังไม่ดึก  เธอกดรีโมททีวี  เร่งเสียง  เอาละครหลังข่าวเป็นเพื่อน  เหลือบมองรอบห้องเป็นระยะอย่างหวาด ๆ  โดยเฉพาะที่หน้าต่าง

                เธอกับนุ่นเช่าหอพักอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เรียนปีสอง  หอพักแห่งนี้ไม่เคยมีข่าวลือเกี่ยวกับผีสาง  แต่พอเห็นภาพที่ปรากฏบนจอแล้ว  เธออดผวาไม่ได้  ยิ่งพิจารณาภาพ  เธอยิ่งขนลุก

                เธอพิมพ์ความเห็นลงไปใต้ภาพว่า  ‘555  ไม่เนียน’  ทั้งที่ขนแขนยังลุกอยู่

                หวังว่านี่คงเป็นเพียงภาพที่แต่งขึ้นเพื่อหลอกคนดู

                ภาพที่เธอกำลังมอง  คือภาพของสองหนุ่มยืนข้างหน้าต่าง  วัชรยิ้มรื่นในขณะที่เอกหน้าแหย  ถ้าเธอไม่บังเอิญเห็นความผิดปกติในภาพเข้าก่อน  เธอก็คงหัวเราะ  แต่นี่...

                มือข้างหนึ่งโผล่จากด้านหลังเอก...จากนอกหน้าต่าง  แตะอยู่ที่ไหล่ขวาของเขา

                ถ้าไปกันแค่สามคน  สองคนอยู่ในภาพ  อีกคนถ่ายภาพอยู่  แล้วมือข้างนี้มาจากไหน

 

เทียนดับ

            ดับทั้งที่ไม่มีลมพัดผ่าน  ทุกคนมองหน้ากัน  แต่มืดเกินกว่าจะเห็นหน้ากันและกัน

                “ไม่สนุกแล้วว่ะ”  กาจเลียปาก  “ไร้สาระ  กลับดีกว่า”

                “ปอดก็ยอมรับมาเหอะ”  วัชรหัวเราะกวน  จุดเทียนอีกครั้ง  “เหลืออีกห้องเดียว”

                ในที่สุดทั้งสามก็สำรวจมาถึงห้องสุดท้ายจนได้  ห้องที่ผ่าน ๆ มาไม่มีอะไร  นอกจากกลิ่นเหม็นที่ยิ่งมายิ่งแรง

                “หันหลังตอนนี้  ถือว่ามาไม่ถึงนะเว้ย”

                “งั้นมึงก็เข้าไปคนเดียวเลยไอ้หอก  กูไม่เล่นด้วยแล้ว”  กาจถอยกลับไปทางบันได

                “เฮ้ย  รอด้วย...”  เอกตาลีตาเหลือกตาม  แต่ถูกวัชรคว้าคอเสื้อไว้ก่อน

                “ขี้ขลาดน่า  รู้ไหมว่าใครเป็นคนท้าให้กูมาบ้านนี้  น้องนุ่นของมึงอะ”

                “น้องนุ่นท้ามึง  ไม่ได้ท้ากูนี่หว่า”  เอกพูดปากคอสั่น  ภาพที่เห็นเพียงแวบเดียวกลับมาหลอกหลอนอยู่ในหัว  เขาสั่นหนักขึ้นเมื่อเสียงฝีเท้าของกาจไกลออกไปทุกที  “ไอ้กาจ  รอด้วย”

                “ไม่ต้องเลย  มึงมากับกูนี่”  วัชรลากเพื่อนร่างบางถูลู่ถูกัง  หัวเราะเหี้ยม  “นี่กูหวังดีกับมึงนะ  กล้า ๆ ไว้  น้องเขาจะได้ประทับใจ”

                “สงสารกูเหอะ  กูไม่อยากฉี่แตกคาห้อง”  เอกสั่นจนชักคล้ายชิวาว่ายามเข้าตาจนไปทุกที

                “อยากให้สาวประทับใจก็อย่าดีแต่คุย”  วัชรพูดกลั้วหัวเราะ  ท่าทางสนุกที่เห็นเพื่อนกลัว  เขานึกอยากผลักเอกเข้าไปอยู่ในห้องนั้นคนเดียวสักพัก  เพื่อรอดูปฏิกิริยาขำ ๆ  แต่ยังไม่ทันสัมผัสบานประตูก็ชะงัก

                “เฮ้ย  มีใครเขียนอะไรไว้ไม่รู้”  เขายื่นหน้าไปมองใกล้กว่าเดิม  “เหมือนจะเป็น...ยันต์”

                บนบานประตูมีอักขระยึกยือสีน้ำตาลแก่เขียนไว้เต็มพรืด  วัชรถ่ายรูปเก็บทันที  แสงแฟลชจากกล้องมือถือสว่างวาบ  เอกหลับตาไม่ทัน  ตาพร่า  น้ำตาคลอ

                “เวร  แบตฯจะหมด”  หลังถ่าย  คนถ่ายพึมพำ

                เอกไม่อยากเข้าห้อง  แต่ก็ไม่อยากกลับลงไปชั้นล่างเพียงลำพังด้วยกลัวว่าสิ่งที่เห็น ‘แวบ ๆ’ จะดักรออยู่

                เขานึกถึงน้องนุ่น...นักศึกษาสาวชั้นปีเดียวกันแต่อ่อนเดือนกว่า...ป่านนี้เธอจะทำอะไรอยู่นะ...

 

อาริสาโทรศัพท์หากาจ...เขาเป็นคนเดียวในกลุ่มที่เธอรู้เบอร์

            นุ่นนั่งอยู่ข้างอาริสา  คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากัน  “ติดต่อได้ไหม”

                “ยังไม่รับสาย”

                นุ่นกัดเล็บ  มองหน้าจอ  บนหน้าจอยังฉายคลิปที่เพิ่งอัพโหลดขึ้นมา  คลิปหลัง ๆ ผิดปกติยิ่งกว่าภาพถ่าย  ทั้งที่พวกเขาไปกันแค่สามคน  แต่ในคลิปกลับถ่ายติดสี่คน  และก็เพิ่มเป็นห้าคน...หกคน...

                “กาจ...กาจเหรอ  ฮัลโหล  ได้ยินไหม”  อาริสาละล่ำละลักทันทีที่กาจรับสาย  เสียงของเธอทำเอาเพื่อนสาวสะดุ้ง  “ยังอยู่กับพวกวัชรหรือเปล่า  ออกมาเดี๋ยวนี้เลย”

                ถึงตอนนี้  ภาพถ่ายอีกชุดก็ถูกอัพโหลดขึ้นมา  นุ่นคลิกดูอย่างอัตโนมัติ  ภาพแรกคือภาพบานประตูที่มีอักขระยึกยือเขียนไว้  ต่อมาเป็นภาพภายในห้อง  มีโต๊ะเตียงเก่าขาดสุมอยู่มุมหนึ่ง  พื้นโล่งกลางห้องมีตัวหนังสือเขียน  แต่มองไม่ออกว่าเขียนอะไรเพราะภาพเบลอ

                “งั้นโทรเรียกได้ไหม...เอ๊ะ...ว่าไงนะ”  อาริสาส่ายหน้าอย่างขัดเคืองเมื่อสัญญาณตัดกะทันหัน  “กาจบอกว่าออกมาแล้ว  อยู่หน้าบ้าน  แต่ยังพูดไม่ทันรู้เรื่องสายก็...”

                “โทรอีกรอบซิ”

                “ทำอยู่เนี่ย”  อาริสาร้อนใจพอกับนุ่น  “โทรไม่ได้อะ”

                “แล้วจะ...”

                โทรศัพท์ของนุ่นกรีดเสียง  สองสาวสะดุ้งโหยง  เมื่อตั้งสติได้  นุ่นรีบกดรับสาย  แต่กลับได้ยินเพียงเสียงสวบสาบ  และเสียงพูดคุยเป็นระยะจากอีกฝั่ง  เป็นเสียงของเอกและวัชร....

                “วัชร  เอก  ได้ยินนุ่นมั้ย !”  นุ่นกรอกเสียง  ดูเหมือนว่าไม่โทรศัพท์ของใครก็ใครในสองหนุ่มจะถูกกระแทกปุ่มโทรออกโดยเจ้าของไม่ตั้งใจ  นุ่นไม่รู้ว่าหนึ่งในสองนั้นมีเบอร์โทรศัพท์ของเธอได้อย่างไร  แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญเลยในตอนนี้

                เธออ้าปากจะเรียกซ้ำ  แต่หูพลันได้ยินเสียงแปลกปลอม  เธอผงะ  ทิ้งโทรศัพท์

                “นุ่น !”  อาริสาตกใจ  แทบทิ้งโทรศัพท์ตาม

                “ฉันได้ยินเสียง...”  นุ่นเอื้อมมือสั่นเทาไปกดเปลี่ยนเป็นระบบลำโพง  เสียงเอกกับวัชรดังขึ้นทันที  ขณะนี้ทั้งคู่เข้าไปอยู่ในห้องที่มีคนเห็น ‘วิญญาณครวญ’ แล้ว

                วัชรกำลังร้องท้าทายวิญญาณให้มาปรากฏตามที่นุ่นท้าเขาเอาไว้อีกทอด  นุ่นกับอาริสาได้ยินเสียงร้องท้าของวัชรสลับกับเสียงห้ามอย่างหวาดหวั่นของเอก  และ... ‘เสียง’ อีกหลายเสียง

 

.............................................................................

ตอนที่ ๒  สิ่งที่เห็น

(coming soon)

.

.

.